วันพฤหัสบดีที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2559

คัน

เช้านี้ผมจำใจตื่นขึ้นมาอย่างสลึมสลือ อย่างกับคนนอนไม่เต็มอิ่ม แต่ตัวมันไม่อยากจะตื่น
ทั้งที่เมื่อคืนก็หลับอย่างเต็มที่ตามสูคร ตามทฤษฎีที่กำหนดไว้คือ 6-8 ชั่วโมง
ลำพังแค่ตัวก็ยังไม่อยากจะลุกจากเตียง แต่ตาเจ้ากรรมก็ยังไม่อยากจะลืมขึ้นมาอีก
เช้านี้มันรู้สึกตัวเราเองเหมือนมีแรงดึงดูดมากกว่าเช้าวันก่อนอยู่หลายเท่าตัว
และกำลังจะหาข้ออ้างสวยหรู  เอาไว้เข้าข้างตัวเองเพื่อจะได้ "นอนต่อได้อีก"
แต่ถึงอย่างไรก็จำเป็นต้องใช้กำลังใจ "งัด" ตัวเอง ลุกขึ้นออกจากเตียง
เพื่อเริ่มอะไรต่อมิอะไรที่ยังรอทำอยู่ในเช้าวันใหม่ไปให้ได้  เช้านี้เราต้องชนะ...!!
มีคนหลายคนเป็นอย่างเช่นผมในเช้าวันนี้  ที่ต้องใช้ "มหากำลังใจ" อย่างมหาศาล
สำหรับภาระกิจอันดับแรกที่แสนจะธรรมดาของอีกหลายๆคน
ทั้งที่ความเป็นจริงแล้วผมสามารถตื่นขี้นและลุกจากเตียงได้อย่างสดชื่นในทุกๆวัน
แต่ในระยะหลังๆมานี้  ผมตื่นขึ้นมาได้แต่อาจจะไม่สดชื่นเหมือนที่ผ่านๆมาเพราะผม "คัน"
ฟังไม่ผิดหรอกครับ  อาการธรรมดาๆ แต่พิษสงของมันกลับไม่ธรรมดา
มันสามารถกวนใจคุณอย่างเล็กๆแค่พอเกาๆแล้วก็หายไป โดยที่คุณก็ไม่รู้สึกสงสัยว่ามันคันเพราะอะไร ทำไมจึงคัน
ลามไปจนถึงสามารถตามหลอกหลอนคุณๆ และผู้คนในวงกว้างใครก็ได้ ไม่จำกัดเพศ ไม่จำกัดเวลาและสถานที่
และที่สำคัญมันยังสามารถครอบงำคุณได้ตราบนานเท่านานจนน่ารำคาญถึงกับไม่เป็นอันนอน
มีคนเค้าบอกมาว่า อาการคันนั้น ส่วนใหญ่มาจากอาการแพ้
ตามทฤษฎีของมันบอกว่า ร่างกายมนุษย์เรานั้นมีสารชนิดนึงที่คอยดักจับ สิ่งแปลกปลอมที่เข้าสู่ร่างกาย
แม้แต่กระทั่งโปรตีนบางชนิด และจะส่ออาการแพ้ออกมาเพื่อขับไล่สิ่งแปลกปลอมเหล่านั้น
ให้ออกไปจากร่างกายให้พ้นๆไปซะ ด้วยการแสดงอาการออกมา อาการคันคือหนึ่งในนั้น
อีกส่วนบอกว่าอาการคัน คืออาการร้อนในชนิดหนึ่ง มันคืนกระแสฤทธิ์ร้อน ที่มันแผ่ซ่านไปทั่วทุกอณูของร่างกาย
แม้แต่รูขุมขน และเจ้ารูเหล่านี้ ตามหน้าที่ของมันอย่างนึงคือระบายความร้อนออกจากร่างกาย
ทำให้เจ้ากระแสฤทธิ์ร้อนมันเสียดเบียดรูขุมขนเหล่านั้นเพื่อระบายความร้อนจนปะทุออกมาในที่สุด และก็คันที่สุดอีกด้วย
และอีกส่วนบอกอีกว่า ที่คันก็เพราะทฤษฎีอาการแพ้กับการระบายความร้อนมันมาผสมปนเปกัน เนื่องจากพักผ่อนน้อย
ทำให้ไฟมันสุมจนระเบิดออกมา คล้ายๆเครื่องจักรที่ผ่านการทำงานมาอย่างหนัก
และควรจะพักในยามที่ต้องพัก แต่ดันไม่พัก แทนที่เครื่องจะต้องเตรียมเย็นตัวเองลง แต่มันกลับต้องทำงานต่ออีกและร้อนทับทวีเพิ่มขึ้น
และนี่คือที่มาแห่งโรคภัยไข้เจ็บต่างๆนานา ที่มนุษย์บ้างาน มนุษย์กลางคืน มนุษย์ทีวี มนุษย์เม้าส์มอย ฯลฯ
และมนุษย์ผู้ไม่รู้จักเวล่ำเวลา ว่าเวลาใดคือตื่น เวลาใดคือหลับ จะต้องเตรียมตัว รับมือกับมัน ยามที่ "สังขาร"เราโรยรา
ผมกำลังจะบอกว่า อาการคัน มันคือจุดเริ่มต้นเท่านั้น และสร้างความความยุ่งยากในการแก้ไขอาการเหล่านั้นได้ไม่ยาก
ก็แค่เกา และถ้าแก้ไม่ได้ก็ต้องหันมาพึ่งยาแก้แพ้ และก็แฮงค์เป็นผีดิบ เหมือนผมในเช้าวันนี้ เพียงเพราะหักโหมก็เท่านั้น
จุดเริ่มต้นแค่ "เบาๆ" ก็สามารถสร้างความวึ่นวือ มึนงง ให้กับชีวิตได้ถึงเพียงนี้ เล่นเอาถึงกับขี้เกียจลุกจากที่นอน
ทว่าถ้ามันเป็น "จุดวิกฤต" เราคงไม่ต้องพูดถึงเรื่องยาแก้แพ้กันหละ เพราะคิดว่ามันอาจจะไม่ได้ช่วยอะไรเลย
หากแต่เราสามารถป้องกันได้ตั้งแต่เนิ่นๆ โดยทีไม่ต้องดั้นด้นไปหาหมอเพื่อไปฉีดวัคซีน  หรือไปช็อปกระหน่ำเพื่อกักตุนแต่อย่างใด
เพียงแค่เรามี "วินัย" ในการเข้านอน ในเวลาทีควรจะเป็น ให้ได้ทุกๆวัน
การนอนดึกตื่นสาย จริงอยู่ว่ามันก็คืนการนอนที่นอนได้นานอย่างสมเหตุสมผลพอๆกับการนอนไม่ดึก แต่ตื่นเช้า
แต่มันให้อะไรๆ ต่อมิอะไร แม้แต่ "สุขภาพ" ที่ไม่สามารถหาซื้อกันมาได้ง่ายๆ
"อโรคยา ปะระมา ลาภา" พุทธสุภาษิตนี้ยังคงเป็นอมตะเสมอ ตราบใดทีโลกใบนี้ยังคงมี "มนุษย์"
ขอให้ทุกคนสุขภาพดี แข็งแรงถ้วนหน้านะครับ

วันอังคารที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2558

ทะยาน


ผมเชื่อว่าในยามวัยเยาว์ของหลายๆคนนั้น ผู้ใหญ่มักจะถามว่า “โตขึ้นหนูอยากเป็นอะไร” และหลายๆคนที่เคยผ่านการเป็นหนูๆนั้น ก็มักตอบไปตามความไร้เดียงสาตามประสาเด็กๆ แต่ทว่าวันเวลาผันเปลี่ยนให้เราได้ก้าวผ่านประสบการณ์ในช่วงวัยต่างๆ จนทำให้ในใจ “ตกผลึก” และส่วนใหญ่มักจะตอบตัวเองได้ดีว่า โตขึ้นเราอยากมีชีวิตอย่างไร มากกว่าที่จะตอบตัวเองให้ได้ว่าอยากเป็นอะไรเสียมากกว่า เพราะเชื่อว่าอัจฉรียภาพในการคนพบ “ตัวตน” ได้เร็วในแต่ละคนนั้นมันมีไม่เท่ากัน
ผมเองก็เคยผ่านคำถามสุดคลาสสิคจากผู้ใหญ่มาแบบนั้น แต่หลายๆครั้งในแต่ละช่วงวัยที่ผ่านมาผมยอมรับว่ายังหาตัวตนไม่ชัดเจน และยิ่งโดยเฉพาะจุดยืนของตัวเองว่าอยากเป็นอะไรนั่น บางทีผมแทบไม่ได้คิด แต่อย่างหนึ่งที่ผมตอบได้นั่นคือ ผมอยากมีชีวิตอย่างไร และพยายามทุกวิถีทางที่จะเดินตามความฝันนั่น ทั้งสายอาชีพหลักตามความถนัด และอาชีพเสริมตามเวลาจะเอื้ออำนวย ต้องยอมศึกษาค้นคว้าทุ่มเทเพิ่มเติม ยอมนอนดึกขึ้นอีกนิด ยอมลำบากขึ้นอีกหน่อย เพื่อแลกกับอีกหนึ่งก้าว ที่จะได้รู้ ที่จะเพิ่มทักษะ และเดินไปสู่ความสำเร็จให้เร็วอีกนิดในที่สุด แม้ว่าจะมีคนว่าผมดันทุรังก็ตาม จนรู้สึกว่าทุกๆวันผมหายใจเป็นงาน งาน และงาน... เพราะเชื่อว่าสักวันเราจะต้องมีชีวิตแบบนั้นให้ได้
หลายๆคนคงรู้ตัวดี ว่าทุกวันนี้อยากมีชีวิตอย่างไร และก็ต้องดิ้นรนทุกวิถีทางเช่นกัน เพื่อที่จะเดินไปสู่คุณภาพชีวิตที่อยากจะเป็น แต่ผมสงสัยในคนบางคนที่พิจารณากันบ้างหรือไม่ว่า วิธีการที่ทำอยู่นั้นมันผิดหรือเปล่า หรือคิดว่ามันคือ “ค่านิยม” ที่ทำตามๆกันไปโดยไม่สนใจสายตาคนรอบข้างหรอกว่าจะคิดอย่างไร
มีละครทีวีอยู่หลายเรื่องที่มีตัวละครอยู่พวกนึง ได้สร้างสีสันให้ละครเรื่องนั้นดูน่าสนุก น่าติดตาม แน่นอนหละว่าทุกเรื่องต้องมีตัวเอก และบางทีจะต้องมีตัวรอง มีพระเอกนางเอก มีพระรองนางรอง แต่หากมีตัวร้ายเอก ตัวละครอีกตัวที่น่าจะมีหรืออาจเรียกว่า “ตัวร้ายรอง” ก็คงไม่ผิด ตัวละครตัวนี้ถ้าไม่เกิดมาเพื่ออิจฉาตัวร้ายเอก ก็ต้องเป็นตัวขับเคลื่อนการกระทำตามแผนการชั่วร้ายของตัวร้าย แต่สิ่งหนึ่งที่มีเหมือนกันคือ ตัวร้ายรองมักชอบประจบสอพลอ ทำดีต่อหน้าลับหลังนินทา ชอบยุแยงตะแคงรั่ว และที่เห็นได้ชัดคือชอบเกาะคนรวยๆกินไปวันๆ คล้ายๆว่าทำเนียนๆขอเป็นแก๊งค์ด้วยคน เพียงเพื่อให้ตัวเองอยู่รอด โดดเด่น ไม่รู้สึกตกต่ำ ด้วยวิธีสบายๆ ส่วนผิดถูกนั้น “ช่างมัน” ยิ่งไปกว่านั้นคือตัวร้ายรองมักทะเยอทะยานอย่างบ้าคลั่งด้วยอำนาจกิเลสที่อยากมีอยากเป็น โดยมิเคยตรองเลยว่าถ้าผิดพลาดไปแล้ว มันจะสร้างความเจ็บปวดสาหัสแก่ตนเองสักเพียงใด เพราะคงไม่ได้คิดว่ายิ่งไต่สูงด้วยวิธีผิดๆเท่าไหร่ เมื่อพลาดตกลงมามันก็จะเจ็บปวดปางตายเท่านั้น และบางทีอาจจะกลายตราบาปร้ายแรงแก่ชีวิต และสุดท้ายตัวละครตัวนี้ถ้าไม่โดนกำจัดด้วยเพราะภัยของตนเอง ก็ด้วยฝีมือของตัวเอกหรือไม่ก็ตกต่ำ ตกกระไดพลอยโจรไปตามลักษณะการปิดฉากของตัวร้ายไปโดยปริยาย และยิ่งเลวร้ายไปกว่านั้น ผมเคยรู้จักคนที่มีชีวิตลักษณะนี้ และทุกวันนี้ก็ยังคงเจอคนประเภทนี้ในโลกแห่งความเป็นจริง
ยังมีอีกพวกหนึ่งที่น่าสังเกต เขาและเธอเหล่านั้นมีหน้าทีการงานที่ดี จะงานหนักงานเบาอย่างไร ก็พร้อมจะยอมทำทุ่มเททุกอย่าง บางทีก็ยอมอดหลับอดนอน ยอมเสียสละเวลาส่วนตัว เพื่อให้ภาระกิจในเรื่องส่วนรวมสำเร็จลุล่วงผ่านพ้นไปด้วยดี มันช่างน่ายินดีจริง ถ้าสิ่งที่พวกเขาทำนั้นมันใช่ มันชื่นชอบ และรักในวิถีแห่ง right man on right job แต่ถ้าเป็นทางตรงกันข้ามกันแล้ว พวกเขาทำไปเพื่ออะไร ที่ต้องฝืนทน ฝืนทำ บางทีก็แอบช้ำกล้ำกลืน ต้องยอมฝืนยืนฝืนยิ้ม คอยบริการ สุ่มเสี่ยงต่อการเสียสุขภาพกายและสุขภาพจิต เพียงเพราะหน้าที่การงานที่ดีสูงส่งสังคมนิยมให้ค่า หรือเพราะเงินเดือนสูง ค่าตัวแพง อะไรพวกนี้มันคอยค้ำคอ จนไม่แน่ใจในตัวเองว่ายังคงรักและศรัทธาในอาชีพเหล่านั้นจริงๆอยู่หรือเปล่า
จนแล้ววันหนึ่งงานที่ผมรัก อันเป็นสิ่งที่ผมทำอย่างชื่นชอบ มันมีบางส่วนที่ถือเป็นรายได้หลักมีเหตุให้ต้องล้มเลิกยุติลง มันเพิ่งจะเกิดขึ้นมาได้ไม่นาน ในช่วงแรกผมยอมรับว่ามันเคว้งคว้าง เสียสูญ เหมือนคนอกหักที่ทำอะไรผิดพลาดไปสักอย่าง แล้วไม่สามารถเรียกร้องให้กลับมาคืนดีกันได้ แล้ววันนึง “ปัญญา” ก็ก่อเกิดขึ้นในใจทำให้คิดได้ว่าอย่างน้อยก็ได้ทำได้รู้จัก ได้เรียนรู้และมีประสบการณ์ในความผิดพลาดต่างๆ โดยเฉพาะได้เรียนรู้ว่า ต่อให้สิ่งที่เราทำจะชื่นชอบถึงกับรักมากเพียงใด แม้ว่าได้ทำจนคุ้นเคย คลุกคลีกับมันมานานมากสักเพียงไหน แต่สุดท้ายก็ต้องจากกันอยู่ดี ดังสัจธรรมที่ว่า เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป ดังนั้นวันนึงๆเราควรตั้งตนด้วยความไม่ประมาท เราจะต้องมีชีวิตที่มีค่า ไม่หายใจเสียเปล่าต่อไปอีกแล้ว
จะทำอะไรก็จงทำไปเถิดในสิ่งที่รัก หากสิ่งนั้นมันสามารถสร้างคุณภาพชีวิตที่ดี และโดยเฉพาะคุณค่าในตัวตนของเราได้ตามที่ควรจะเป็น จะได้รู้ว่าสุดท้ายที่สุดมันยังคงมีคุณค่าสำหรับเราอีกหรือไม่ เรายังคงรักที่จะทำมันอีกหรือเปล่า แต่จะต้องไม่ลืมเสริมสร้างคุณค่าทางด้านจิตใจ ที่จะต้องพัฒนาให้สูงค่า และกว้างขวาง เพื่อจะได้รู้ว่าเราสามารถเป็นแก้วเปล่าเปิดรับสิ่งใหม่ๆ ทั้งทักษะต่างๆ การฝึกตน และโดยเฉพาะการฝึกใจให้สูงได้ดีเพียงไร “ชีวิตเช่นนี้หละที่ผมอยากได้”

วันอังคารที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2558

พฤติกรรมใช้ลิฟของคนไทย..!!


ในปัจจุบันคนไทยแถบพื้นที่ "OTOP" หรือรากหญ้า ที่เรียกง่ายๆว่า "คนต่างจังหวัด" จริงอยู่ที่ในสมัยนี้พวกเขาต่างคุ้นชินกับเทคโนโลยี่บางอย่าง โดยเฉพาะด้านการสื่อสาร สามารถยืนจิ้ม นั่งจิ้ม เซลฟี่แบ๊วๆกับอุปกรณ์หน้าจอเหลี่ยมๆได้เป็นวันๆ ชนิดที่เรียกได้ว่า ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งแห่งกระแส "สังคมก้มหน้า" แต่ทำไม..!! กลับมีพฤติกรรมการใช้ลิฟ ซึ่งเป็นนวัตกรรมเมื่อ 100 ปีก่อนได้อย่างชนิดที่เรียกว่า "ไม่น่าให้อภัย"


ตั้งแต่การรอขอใช้ลิฟ แต่ไม่กดปุ่มอะไรเลย คล้ายๆว่าปล่อยให้ชีวิตผันแปรไปตาม "ยถากรรม" ของการเดินทางของลิฟ คือมันจะมาเมื่อไหร่ก็เมื่อนั้น สรุปว่าถ้าลิฟเจ้ากรรมมันไม่มีใครกดเพื่อออกชั้นนั้น พี่ก็รอต่อไปถึงเช้าละกันนะ..!!


ครั้นพอพี่ไทยเดินเข้ามาแล้ว บางคนกลายเป็นโรคร้ายชนิดหนึ่งไปโดยบัดดล คือ "โรคเอ๋อเบลอลืม" กดเลือกชั้นมั่วซั่ว แล้วหาข้ออ้างอายๆว่า ป๊าจำผิด (โธ่ป๊าเอ๋ยป๊า...ป๊าไม่กดทุกชั้นเลยหละคร้าาาบ...ป๊าาา..!!)
และมันยังมีอีกพวกคือขณะลิฟกำลังขึ้น สัญลักษณ์หน้าลิฟก็แสดงหลาอยู่ทนโธ่ว่าลิฟกำลังขึ้นอยู่นะจ๊ะ แต่พอลิฟจอดบางชั้น กลุ่มพวกนั้นจะจรรรี เดิน "เสนอหน้า"เข้ามาถาม "ลิฟลงใช้มั้ยจ๊าา" พร้อมๆกับยิ้มแบ๊วๆสวยๆ คล้ายๆว่าตนเป็น "มนุษย์อินโนเซ้น" ชั้นอ่อนต่อโลก (ลั้ลลา แบ๊วๆ)


หลายคนคงรู้จัก ตึกสูงร้างตั้งอยู่แถวสาทร ที่มันเคยเป็นข่าวโด่งดังตอนที่มีฝรั่งแอบเข้าไปผูกคอตาย ผมว่าน่าจะเอาตึกนีัเป็น สถานที่จัด" workshop" การใช้ลิฟขั้นพื้นฐาน พร้อมฟรีอาหารมื้อกลางวันและคอฟฟรี่เบรค ท้ายworkshop จะมีการทดสอบ พี่ๆป๊าๆคนใดในสอบไม่ผ่านโทษฐาน " ตาถั่ว" ก็ให้มันหัดใช้ลิฟในตึกนั้นทั้งวันทั้นคืน เอาจนกว่าจะเป็นหนะ..!! จะได้หมดปัญหาการใช้ลิฟโดยไม่ใช้ "สมอง"คิดซะที


ว่าแล้วชั้นที่ผมจะออกก็มาถึง แล้วผมก็เจอพี่ไทยเจ้าปัญหาเหล่านั้นอีกครั้ง พวกเขายังคงทำหน้าเจี๋ยมเจี้ยมพร้อมคำถามว่า
" ลิฟลงใช่มั้ยค้า"
ผมจึงตอบออกไปอย่างขำๆ อย่าให้เสีย
"ลิฟมันไม่ลงแล้วคับ มันขึ้นอย่างเดียว ดูสัญลักษณ์นอกลิฟหน่อยสิคับ..!! อ้านี่ผมให้..!!"
แล้วผมก็ยื่น"บัตรเชิญ" workshop พื้นฐานการใช้ลิฟ ที่ตึกร้างสาทร ให้พี่ไทยเหล่านั้นด้วยจิตเมตตา เอาไปซ้อมใช้ลิฟกับผีฝรั่งซะเลย แล้วก็เดินจากไปโดยสวัสดี


‪#‎ขำๆวันหยุด‬ ‪#‎เบื่อนิสัยคนไทย‬ ‪#‎จะแบ๊วไปไหน‬ ‪#‎อย่าลืมฝากร้านนะเออ‬ ^^