วันอังคารที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2558

ทะยาน


ผมเชื่อว่าในยามวัยเยาว์ของหลายๆคนนั้น ผู้ใหญ่มักจะถามว่า “โตขึ้นหนูอยากเป็นอะไร” และหลายๆคนที่เคยผ่านการเป็นหนูๆนั้น ก็มักตอบไปตามความไร้เดียงสาตามประสาเด็กๆ แต่ทว่าวันเวลาผันเปลี่ยนให้เราได้ก้าวผ่านประสบการณ์ในช่วงวัยต่างๆ จนทำให้ในใจ “ตกผลึก” และส่วนใหญ่มักจะตอบตัวเองได้ดีว่า โตขึ้นเราอยากมีชีวิตอย่างไร มากกว่าที่จะตอบตัวเองให้ได้ว่าอยากเป็นอะไรเสียมากกว่า เพราะเชื่อว่าอัจฉรียภาพในการคนพบ “ตัวตน” ได้เร็วในแต่ละคนนั้นมันมีไม่เท่ากัน
ผมเองก็เคยผ่านคำถามสุดคลาสสิคจากผู้ใหญ่มาแบบนั้น แต่หลายๆครั้งในแต่ละช่วงวัยที่ผ่านมาผมยอมรับว่ายังหาตัวตนไม่ชัดเจน และยิ่งโดยเฉพาะจุดยืนของตัวเองว่าอยากเป็นอะไรนั่น บางทีผมแทบไม่ได้คิด แต่อย่างหนึ่งที่ผมตอบได้นั่นคือ ผมอยากมีชีวิตอย่างไร และพยายามทุกวิถีทางที่จะเดินตามความฝันนั่น ทั้งสายอาชีพหลักตามความถนัด และอาชีพเสริมตามเวลาจะเอื้ออำนวย ต้องยอมศึกษาค้นคว้าทุ่มเทเพิ่มเติม ยอมนอนดึกขึ้นอีกนิด ยอมลำบากขึ้นอีกหน่อย เพื่อแลกกับอีกหนึ่งก้าว ที่จะได้รู้ ที่จะเพิ่มทักษะ และเดินไปสู่ความสำเร็จให้เร็วอีกนิดในที่สุด แม้ว่าจะมีคนว่าผมดันทุรังก็ตาม จนรู้สึกว่าทุกๆวันผมหายใจเป็นงาน งาน และงาน... เพราะเชื่อว่าสักวันเราจะต้องมีชีวิตแบบนั้นให้ได้
หลายๆคนคงรู้ตัวดี ว่าทุกวันนี้อยากมีชีวิตอย่างไร และก็ต้องดิ้นรนทุกวิถีทางเช่นกัน เพื่อที่จะเดินไปสู่คุณภาพชีวิตที่อยากจะเป็น แต่ผมสงสัยในคนบางคนที่พิจารณากันบ้างหรือไม่ว่า วิธีการที่ทำอยู่นั้นมันผิดหรือเปล่า หรือคิดว่ามันคือ “ค่านิยม” ที่ทำตามๆกันไปโดยไม่สนใจสายตาคนรอบข้างหรอกว่าจะคิดอย่างไร
มีละครทีวีอยู่หลายเรื่องที่มีตัวละครอยู่พวกนึง ได้สร้างสีสันให้ละครเรื่องนั้นดูน่าสนุก น่าติดตาม แน่นอนหละว่าทุกเรื่องต้องมีตัวเอก และบางทีจะต้องมีตัวรอง มีพระเอกนางเอก มีพระรองนางรอง แต่หากมีตัวร้ายเอก ตัวละครอีกตัวที่น่าจะมีหรืออาจเรียกว่า “ตัวร้ายรอง” ก็คงไม่ผิด ตัวละครตัวนี้ถ้าไม่เกิดมาเพื่ออิจฉาตัวร้ายเอก ก็ต้องเป็นตัวขับเคลื่อนการกระทำตามแผนการชั่วร้ายของตัวร้าย แต่สิ่งหนึ่งที่มีเหมือนกันคือ ตัวร้ายรองมักชอบประจบสอพลอ ทำดีต่อหน้าลับหลังนินทา ชอบยุแยงตะแคงรั่ว และที่เห็นได้ชัดคือชอบเกาะคนรวยๆกินไปวันๆ คล้ายๆว่าทำเนียนๆขอเป็นแก๊งค์ด้วยคน เพียงเพื่อให้ตัวเองอยู่รอด โดดเด่น ไม่รู้สึกตกต่ำ ด้วยวิธีสบายๆ ส่วนผิดถูกนั้น “ช่างมัน” ยิ่งไปกว่านั้นคือตัวร้ายรองมักทะเยอทะยานอย่างบ้าคลั่งด้วยอำนาจกิเลสที่อยากมีอยากเป็น โดยมิเคยตรองเลยว่าถ้าผิดพลาดไปแล้ว มันจะสร้างความเจ็บปวดสาหัสแก่ตนเองสักเพียงใด เพราะคงไม่ได้คิดว่ายิ่งไต่สูงด้วยวิธีผิดๆเท่าไหร่ เมื่อพลาดตกลงมามันก็จะเจ็บปวดปางตายเท่านั้น และบางทีอาจจะกลายตราบาปร้ายแรงแก่ชีวิต และสุดท้ายตัวละครตัวนี้ถ้าไม่โดนกำจัดด้วยเพราะภัยของตนเอง ก็ด้วยฝีมือของตัวเอกหรือไม่ก็ตกต่ำ ตกกระไดพลอยโจรไปตามลักษณะการปิดฉากของตัวร้ายไปโดยปริยาย และยิ่งเลวร้ายไปกว่านั้น ผมเคยรู้จักคนที่มีชีวิตลักษณะนี้ และทุกวันนี้ก็ยังคงเจอคนประเภทนี้ในโลกแห่งความเป็นจริง
ยังมีอีกพวกหนึ่งที่น่าสังเกต เขาและเธอเหล่านั้นมีหน้าทีการงานที่ดี จะงานหนักงานเบาอย่างไร ก็พร้อมจะยอมทำทุ่มเททุกอย่าง บางทีก็ยอมอดหลับอดนอน ยอมเสียสละเวลาส่วนตัว เพื่อให้ภาระกิจในเรื่องส่วนรวมสำเร็จลุล่วงผ่านพ้นไปด้วยดี มันช่างน่ายินดีจริง ถ้าสิ่งที่พวกเขาทำนั้นมันใช่ มันชื่นชอบ และรักในวิถีแห่ง right man on right job แต่ถ้าเป็นทางตรงกันข้ามกันแล้ว พวกเขาทำไปเพื่ออะไร ที่ต้องฝืนทน ฝืนทำ บางทีก็แอบช้ำกล้ำกลืน ต้องยอมฝืนยืนฝืนยิ้ม คอยบริการ สุ่มเสี่ยงต่อการเสียสุขภาพกายและสุขภาพจิต เพียงเพราะหน้าที่การงานที่ดีสูงส่งสังคมนิยมให้ค่า หรือเพราะเงินเดือนสูง ค่าตัวแพง อะไรพวกนี้มันคอยค้ำคอ จนไม่แน่ใจในตัวเองว่ายังคงรักและศรัทธาในอาชีพเหล่านั้นจริงๆอยู่หรือเปล่า
จนแล้ววันหนึ่งงานที่ผมรัก อันเป็นสิ่งที่ผมทำอย่างชื่นชอบ มันมีบางส่วนที่ถือเป็นรายได้หลักมีเหตุให้ต้องล้มเลิกยุติลง มันเพิ่งจะเกิดขึ้นมาได้ไม่นาน ในช่วงแรกผมยอมรับว่ามันเคว้งคว้าง เสียสูญ เหมือนคนอกหักที่ทำอะไรผิดพลาดไปสักอย่าง แล้วไม่สามารถเรียกร้องให้กลับมาคืนดีกันได้ แล้ววันนึง “ปัญญา” ก็ก่อเกิดขึ้นในใจทำให้คิดได้ว่าอย่างน้อยก็ได้ทำได้รู้จัก ได้เรียนรู้และมีประสบการณ์ในความผิดพลาดต่างๆ โดยเฉพาะได้เรียนรู้ว่า ต่อให้สิ่งที่เราทำจะชื่นชอบถึงกับรักมากเพียงใด แม้ว่าได้ทำจนคุ้นเคย คลุกคลีกับมันมานานมากสักเพียงไหน แต่สุดท้ายก็ต้องจากกันอยู่ดี ดังสัจธรรมที่ว่า เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป ดังนั้นวันนึงๆเราควรตั้งตนด้วยความไม่ประมาท เราจะต้องมีชีวิตที่มีค่า ไม่หายใจเสียเปล่าต่อไปอีกแล้ว
จะทำอะไรก็จงทำไปเถิดในสิ่งที่รัก หากสิ่งนั้นมันสามารถสร้างคุณภาพชีวิตที่ดี และโดยเฉพาะคุณค่าในตัวตนของเราได้ตามที่ควรจะเป็น จะได้รู้ว่าสุดท้ายที่สุดมันยังคงมีคุณค่าสำหรับเราอีกหรือไม่ เรายังคงรักที่จะทำมันอีกหรือเปล่า แต่จะต้องไม่ลืมเสริมสร้างคุณค่าทางด้านจิตใจ ที่จะต้องพัฒนาให้สูงค่า และกว้างขวาง เพื่อจะได้รู้ว่าเราสามารถเป็นแก้วเปล่าเปิดรับสิ่งใหม่ๆ ทั้งทักษะต่างๆ การฝึกตน และโดยเฉพาะการฝึกใจให้สูงได้ดีเพียงไร “ชีวิตเช่นนี้หละที่ผมอยากได้”

วันอังคารที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2558

พฤติกรรมใช้ลิฟของคนไทย..!!


ในปัจจุบันคนไทยแถบพื้นที่ "OTOP" หรือรากหญ้า ที่เรียกง่ายๆว่า "คนต่างจังหวัด" จริงอยู่ที่ในสมัยนี้พวกเขาต่างคุ้นชินกับเทคโนโลยี่บางอย่าง โดยเฉพาะด้านการสื่อสาร สามารถยืนจิ้ม นั่งจิ้ม เซลฟี่แบ๊วๆกับอุปกรณ์หน้าจอเหลี่ยมๆได้เป็นวันๆ ชนิดที่เรียกได้ว่า ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งแห่งกระแส "สังคมก้มหน้า" แต่ทำไม..!! กลับมีพฤติกรรมการใช้ลิฟ ซึ่งเป็นนวัตกรรมเมื่อ 100 ปีก่อนได้อย่างชนิดที่เรียกว่า "ไม่น่าให้อภัย"


ตั้งแต่การรอขอใช้ลิฟ แต่ไม่กดปุ่มอะไรเลย คล้ายๆว่าปล่อยให้ชีวิตผันแปรไปตาม "ยถากรรม" ของการเดินทางของลิฟ คือมันจะมาเมื่อไหร่ก็เมื่อนั้น สรุปว่าถ้าลิฟเจ้ากรรมมันไม่มีใครกดเพื่อออกชั้นนั้น พี่ก็รอต่อไปถึงเช้าละกันนะ..!!


ครั้นพอพี่ไทยเดินเข้ามาแล้ว บางคนกลายเป็นโรคร้ายชนิดหนึ่งไปโดยบัดดล คือ "โรคเอ๋อเบลอลืม" กดเลือกชั้นมั่วซั่ว แล้วหาข้ออ้างอายๆว่า ป๊าจำผิด (โธ่ป๊าเอ๋ยป๊า...ป๊าไม่กดทุกชั้นเลยหละคร้าาาบ...ป๊าาา..!!)
และมันยังมีอีกพวกคือขณะลิฟกำลังขึ้น สัญลักษณ์หน้าลิฟก็แสดงหลาอยู่ทนโธ่ว่าลิฟกำลังขึ้นอยู่นะจ๊ะ แต่พอลิฟจอดบางชั้น กลุ่มพวกนั้นจะจรรรี เดิน "เสนอหน้า"เข้ามาถาม "ลิฟลงใช้มั้ยจ๊าา" พร้อมๆกับยิ้มแบ๊วๆสวยๆ คล้ายๆว่าตนเป็น "มนุษย์อินโนเซ้น" ชั้นอ่อนต่อโลก (ลั้ลลา แบ๊วๆ)


หลายคนคงรู้จัก ตึกสูงร้างตั้งอยู่แถวสาทร ที่มันเคยเป็นข่าวโด่งดังตอนที่มีฝรั่งแอบเข้าไปผูกคอตาย ผมว่าน่าจะเอาตึกนีัเป็น สถานที่จัด" workshop" การใช้ลิฟขั้นพื้นฐาน พร้อมฟรีอาหารมื้อกลางวันและคอฟฟรี่เบรค ท้ายworkshop จะมีการทดสอบ พี่ๆป๊าๆคนใดในสอบไม่ผ่านโทษฐาน " ตาถั่ว" ก็ให้มันหัดใช้ลิฟในตึกนั้นทั้งวันทั้นคืน เอาจนกว่าจะเป็นหนะ..!! จะได้หมดปัญหาการใช้ลิฟโดยไม่ใช้ "สมอง"คิดซะที


ว่าแล้วชั้นที่ผมจะออกก็มาถึง แล้วผมก็เจอพี่ไทยเจ้าปัญหาเหล่านั้นอีกครั้ง พวกเขายังคงทำหน้าเจี๋ยมเจี้ยมพร้อมคำถามว่า
" ลิฟลงใช่มั้ยค้า"
ผมจึงตอบออกไปอย่างขำๆ อย่าให้เสีย
"ลิฟมันไม่ลงแล้วคับ มันขึ้นอย่างเดียว ดูสัญลักษณ์นอกลิฟหน่อยสิคับ..!! อ้านี่ผมให้..!!"
แล้วผมก็ยื่น"บัตรเชิญ" workshop พื้นฐานการใช้ลิฟ ที่ตึกร้างสาทร ให้พี่ไทยเหล่านั้นด้วยจิตเมตตา เอาไปซ้อมใช้ลิฟกับผีฝรั่งซะเลย แล้วก็เดินจากไปโดยสวัสดี


‪#‎ขำๆวันหยุด‬ ‪#‎เบื่อนิสัยคนไทย‬ ‪#‎จะแบ๊วไปไหน‬ ‪#‎อย่าลืมฝากร้านนะเออ‬ ^^